ใน Paper ที่ออกมาในวันจันทร์ใน Journal Nanotechnology นักวิจัยจาก HP Labs และ University of California Santa Barbara ได้รายงานว่า พวกเขาสามารถจำแนกลักษณะโครงสร้างภายในของ memristor ขณะทำงานอยู่ได้
Memristor เป็นตัวต้านทานที่มีความจำอยู่ และเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของวงจรไฟฟ้าชิ้นที่ 4 ที่กล่าวขานกัน ควบคู่ไปกับตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ และขดลวดตัวนำ. ตัวต้านทานที่มีความจำนี้สามารถจดจำได้ว่ามีจำนวนประจุไฟฟ้าไหลผ่านไปเท่าไหร่ แม้ว่ากระแสไฟจะหยุดไหลไปแล้ว
ผลก็คือ memristor มีคุณสมบัติที่จะเป็นหน่วยความจำและวงจร logic ในอนาคต ที่สามารถเลียนแบบลักษณะพฤติกรรมทางชีวภาพได้ Elisa Greene จาก HP corporate communications ได้เขียนเอาไว้ใน HP blog
ในการค้นพบของ HP และ UC Santa Barbara ครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยการฉายแสง X-ray จี้ไปยัง channel ขนาด 100 นาโนเมตร ภายใน memristor ขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทาน พวกเขาสามารถที่จะแสดงโครงสร้างทางเคมีและรูปร่างของ channel ได้ ซึ่งนั่นจะช่วยทำให้เข้าใจการทำงานของ memristor ได้ดีขึ้น
เมื่อ memristor ได้ออกมาในรูปภาคทฤษฎีในปี ค.ศ. 1971 HP ได้พิสูจน์ว่ามันมีอยู่จริงในปี ค.ศ. 2006 และสาธิตครั้งแรกในปี ค.ศ. 2008 ในปีที่แล้ว HP ได้จับมือกับ Hynix Semiconductor เพื่อที่จะพัฒนาและผลิต memristor ในชื่อว่า Resistive Random Access Memory (ReRAM) ซึ่งตัว ReRAM นี้เป็นขุมทรัพย์ของ HP หลังจากลงทุนศึกษาด้วยคุณสมบัติที่จะเข้ามาแทนที่หน่วยความจำแบบ flash และ DRAM. ReRAM เป็นหน่วยความจำแบบ non-volatile นั่นหมายความว่าข้อมูลที่เก็บอยู่ข้างในจะไม่หายไปเมื่อตัดไฟทิ้ง นอกจากนี้มันยังใช้พลังงานต่ำและสามารถจุข้อมูลได้มากกว่า
ReRAM อาจจะเปลี่ยนมุมมองของการประมวลผลในปัจจุบันซึ่งให้ CPU เป็นตัวประมวลผลทั้งหมด. Memristor สามารถเปลี่ยนสถานะไปกลับได้ภายในไม่กี่นาโนวินาที ทำให้ระบบเร็วมากขึ้นกว่าเดิมและยังประหยัดพลังงานด้วย Memristor ยังสามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลต่อ ซึ่งจะเปลี่ยนสถาปัตยกรรมการประมวลผลกับหน่วยความจำแบบเก่าไปโดยสิ้นเชิง
Memristor มีคุณลักษณะที่ดีมากที่จะนำไปสร้างหน่วยความจำชนิดใหม่ๆ ที่มีความทนทานต่อการเขียนข้อมูลซ้ำๆจำนวนมากได้ สามารถจุข้อมูลได้เยอะ เสถียร และใช้พลังงานน้อย
HP เชื่อว่า อุปกรณ์ที่ใช้ชิปที่มีส่วนประกอบจาก memristor จะลงสู่ตลาดในปี ค.ศ. 2014 นี่จะทำให้อุปกรณ์พกพาอย่างโทรศัพท์หรือ tablet ได้ใช้หน่วยความจำที่ดีกว่าปัจจุบันถึง 10 เท่า รวมถึง supercomputer ก็ยังสามารถทำให้ไวขึ้นกว่าเดิมมาก ตามกฎของ Moore ที่ทำนายไว้
Moore's law ถูกตั้งชื่อตามผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel, Gordon E. Moore ได้กล่าวไว้ว่าจำนวนทรานซิสเตอร์ใน IC จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ 2 ปี และ trend นี้นำไปสู่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลที่ระดับการใช้พลังงานที่ต่ำลงใน microprocessor ที่ออกใหม่แต่ละรุ่น
Memristor เป็นตัวต้านทานที่มีความจำอยู่ และเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของวงจรไฟฟ้าชิ้นที่ 4 ที่กล่าวขานกัน ควบคู่ไปกับตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ และขดลวดตัวนำ. ตัวต้านทานที่มีความจำนี้สามารถจดจำได้ว่ามีจำนวนประจุไฟฟ้าไหลผ่านไปเท่าไหร่ แม้ว่ากระแสไฟจะหยุดไหลไปแล้ว
ผลก็คือ memristor มีคุณสมบัติที่จะเป็นหน่วยความจำและวงจร logic ในอนาคต ที่สามารถเลียนแบบลักษณะพฤติกรรมทางชีวภาพได้ Elisa Greene จาก HP corporate communications ได้เขียนเอาไว้ใน HP blog
ในการค้นพบของ HP และ UC Santa Barbara ครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยการฉายแสง X-ray จี้ไปยัง channel ขนาด 100 นาโนเมตร ภายใน memristor ขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทาน พวกเขาสามารถที่จะแสดงโครงสร้างทางเคมีและรูปร่างของ channel ได้ ซึ่งนั่นจะช่วยทำให้เข้าใจการทำงานของ memristor ได้ดีขึ้น
เมื่อ memristor ได้ออกมาในรูปภาคทฤษฎีในปี ค.ศ. 1971 HP ได้พิสูจน์ว่ามันมีอยู่จริงในปี ค.ศ. 2006 และสาธิตครั้งแรกในปี ค.ศ. 2008 ในปีที่แล้ว HP ได้จับมือกับ Hynix Semiconductor เพื่อที่จะพัฒนาและผลิต memristor ในชื่อว่า Resistive Random Access Memory (ReRAM) ซึ่งตัว ReRAM นี้เป็นขุมทรัพย์ของ HP หลังจากลงทุนศึกษาด้วยคุณสมบัติที่จะเข้ามาแทนที่หน่วยความจำแบบ flash และ DRAM. ReRAM เป็นหน่วยความจำแบบ non-volatile นั่นหมายความว่าข้อมูลที่เก็บอยู่ข้างในจะไม่หายไปเมื่อตัดไฟทิ้ง นอกจากนี้มันยังใช้พลังงานต่ำและสามารถจุข้อมูลได้มากกว่า
ReRAM อาจจะเปลี่ยนมุมมองของการประมวลผลในปัจจุบันซึ่งให้ CPU เป็นตัวประมวลผลทั้งหมด. Memristor สามารถเปลี่ยนสถานะไปกลับได้ภายในไม่กี่นาโนวินาที ทำให้ระบบเร็วมากขึ้นกว่าเดิมและยังประหยัดพลังงานด้วย Memristor ยังสามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลต่อ ซึ่งจะเปลี่ยนสถาปัตยกรรมการประมวลผลกับหน่วยความจำแบบเก่าไปโดยสิ้นเชิง
Memristor มีคุณลักษณะที่ดีมากที่จะนำไปสร้างหน่วยความจำชนิดใหม่ๆ ที่มีความทนทานต่อการเขียนข้อมูลซ้ำๆจำนวนมากได้ สามารถจุข้อมูลได้เยอะ เสถียร และใช้พลังงานน้อย
HP เชื่อว่า อุปกรณ์ที่ใช้ชิปที่มีส่วนประกอบจาก memristor จะลงสู่ตลาดในปี ค.ศ. 2014 นี่จะทำให้อุปกรณ์พกพาอย่างโทรศัพท์หรือ tablet ได้ใช้หน่วยความจำที่ดีกว่าปัจจุบันถึง 10 เท่า รวมถึง supercomputer ก็ยังสามารถทำให้ไวขึ้นกว่าเดิมมาก ตามกฎของ Moore ที่ทำนายไว้
Moore's law ถูกตั้งชื่อตามผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel, Gordon E. Moore ได้กล่าวไว้ว่าจำนวนทรานซิสเตอร์ใน IC จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ 2 ปี และ trend นี้นำไปสู่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลที่ระดับการใช้พลังงานที่ต่ำลงใน microprocessor ที่ออกใหม่แต่ละรุ่น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น